ในยุคที่ E-commerce กำลังกัดกินส่วนแบ่งการตลาดของห้างสรรพสินค้าอย่างไม่หยุดยั้ง หลายคนอาจตั้งคำถามว่า “ห้างยังมีที่ยืนอยู่ไหม?” แต่เดอะมอลล์ กรุ๊ป กลับตอบคำถามนี้ด้วยการปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ที่ไม่ใช่แค่การปรับปรุงหน้าร้าน แต่คือการเปลี่ยนแปลง DNA ของธุรกิจค้าปลีกทั้งหมด
เมื่อเร็วๆ นี้ วรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ของ The Mall Lifestore ที่จะพลิกโฉมศูนย์การค้าให้เป็นมากกว่าแหล่งช้อปปิ้ง โดยยกระดับสู่ “Life Destination” หรือ “แพลตฟอร์มแห่งแรงบันดาลใจ” ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผู้ประกอบการคอมมูนิตี้มอลล์และธุรกิจเช่าช่วงอสังหาต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดครับ
จุดเปลี่ยน : จาก “ขายของ” สู่ “ขายประสบการณ์”
ตลอดสามปีที่ผ่านมา เดอะมอลล์ กรุ๊ป ได้ทดลองโมเดลใหม่ผ่าน The Mall Lifestore งามวงศ์วานเป็น Prototype แรก ก่อนขยายสู่สาขาบางกะปิที่ใหญ่ที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนแปลงทั้งในมิติของร้านค้าและกลุ่มลูกค้า จากห้างที่เคยเป็นศูนย์รวมครอบครัวในวันวาน วันนี้ The Mall Lifestore ได้ขยับขึ้นสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์คนเมือง คนรุ่นใหม่ และครอบครัวที่มองหาประสบการณ์ที่ดีกว่าเดิม
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดพื้นฐานที่เปลี่ยนไป ในยุคก่อน ห้างสรรพสินค้าทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ระหว่างสินค้ากับลูกค้า รายได้หลักมาจากค่าเช่าพื้นที่และส่วนแบ่งยอดขาย แต่วันนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ป มองว่าการค้าปลีกไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการแลกเปลี่ยนสินค้าอีกต่อไป แต่คือการแลกเปลี่ยน “คุณค่า” และ “ความรู้สึก” นั่นหมายความว่าลูกค้าไม่ได้มาห้างเพื่อซื้อของเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อหาแรงบันดาลใจ แนวคิดการใช้ชีวิต และการเชื่อมโยงกับแบรนด์ที่ตอบโจทย์ความรู้สึก
กลยุทธ์ 4 เสาหลัก : เจาะลึกสูตรสำเร็จที่ซ่อนอยู่
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่มาจากกลยุทธ์ที่วางไว้อย่างรอบคอบ ซึ่งผมขอแบ่งออกเป็น 4 เสาหลักที่ผู้ประกอบการคอมมูนิตี้มอลล์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้
- Customer Experience Design : หัวใจสำคัญของการปฏิวัติครั้งนี้คือการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ทำความเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าและตอบโจทย์แบบ Personalization ผ่าน Omnichannel และ Data-driven Retail ไม่ใช่แค่รู้ว่าลูกค้าซื้ออะไร แต่รู้ว่าลูกค้า “รู้สึก” อย่างไร
- Passion Economy : แทนที่จะจัดกิจกรรมแบบเดิมๆ เดอะมอลล์ กรุ๊ป เลือกสร้างกิจกรรมที่จุดประกาย Passion ของลูกค้า ตัวอย่างเช่น งาน GALLERY OF DREAM ที่ยกซูเปอร์คาร์มูลค่า 40-50 ล้านบาทมาจัดแสดงกลางห้าง หรือกิจกรรม JUNGLE WALK ที่จำลองป่าและนำสัตว์แปลกกว่า 300 ชีวิตมาให้ครอบครัวได้เรียนรู้ นี่คือการฉีกกรอบคำว่า “ต้องโฟกัสที่กลุ่มเป้าหมายหลัก” แต่กลับสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายเพื่อดึงดูดลูกค้าทุกกลุ่ม
- Lifestyle Ecosystem : M Card ไม่ใช่แค่บัตรสะสมแต้มอีกต่อไป แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มที่โอบล้อมทุกมิติของชีวิตลูกค้า จาก M Junior Club สำหรับครอบครัวที่มีบุตรเล็ก ต่อยอดสู่ M Card Pet Club สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ภายใต้แนวคิด Every Paw, Every Moment ครอบคลุมตั้งแต่อาหาร สุขภาพ ความบันเทิง ไปจนถึงแฟชั่นและเครื่องประดับสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยตั้งเป้าสมาชิก 20,000 คนภายในสิ้นปี 2568 และมีพันธมิตรร่วมให้สิทธิประโยชน์มากกว่า 30 ธุรกิจ
- Global Standard + Local Uniqueness : วิสัยทัศน์ที่สำคัญที่สุดคือการนำ Life Store ก้าวไปเป็น “best practice” บนเวทีโลก โดยผสาน Global Standard เข้ากับ Local Uniqueness ยกระดับศูนย์การค้าไทยให้มีมาตรฐานโลก แต่ยังคงอัตลักษณ์ความเป็นไทย เชื่อมโยง Soft Power ไทยทั้งอาหาร แฟชั่น และศิลปะเข้ากับประสบการณ์ในห้าง
ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ : รางวัลระดับโลกที่การันตีความสำเร็จ
การปฏิวัติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรู แต่ได้รับการยืนยันจากรางวัลระดับนานาชาติหลายรายการ The Mall Lifestore บางกะปิ ได้รับรางวัล Lifestyle Mall of the Year – Thailand จากเวที Retail Asia Awards 2025 โดยนิตยสาร Retail Asia ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเวทีรางวัลด้านค้าปลีกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในเอเชีย
นอกจากนี้ ศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร เดอะมอลล์ กรุ๊ป ยังได้รับรางวัล Lifetime Achievement Award จากงาน Retail Leaders Circle Global Forum 2025 ที่กรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย โดยเธอเป็นผู้บริหารหญิงหนึ่งเดียวจากเอเชียที่ได้รับรางวัลนี้ในปีนี้ และยังได้รับรางวัล PropertyGuru Icon Award 2025 ในฐานะบุคคลที่มีบทบาทโดดเด่นต่อการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในระดับภูมิภาค
รางวัลเหล่านี้สะท้อนว่าแนวทางการพัฒนาศูนย์การค้าให้เป็นพื้นที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม มากกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ค้าปลีก เป็นทิศทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลครับ
สายตานักพัฒนาอสังหา : ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคนทำคอมมูนิตี้มอลล์
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของยักษ์ใหญ่ที่มีงบลงทุนหลายหมื่นล้าน ไม่เกี่ยวกับผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ผมมองว่านี่คือ “สัญญาณ” ที่ทุกคนในวงการค้าปลีกและคอมมูนิตี้มอลล์ต้องรับรู้
ประการแรก การเปลี่ยนแปลงนี้กำลังเซ็ตมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรม ลูกค้าที่ได้สัมผัสประสบการณ์ใน The Mall Lifestore จะมีความคาดหวังที่สูงขึ้น เมื่อเขาไปเยี่ยมชมคอมมูนิตี้มอลล์ในต่างจังหวัด เขาจะเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติ ดังนั้น ผู้ประกอบการคอมมูนิตี้มอลล์ต้องเริ่มคิดใหม่ว่าจะสร้าง “ประสบการณ์” อะไรให้ลูกค้า ไม่ใช่แค่หา “ร้านค้า” มาเติมพื้นที่
ประการที่สอง โมเดล Lifestyle Ecosystem สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกขนาดธุรกิจ คุณไม่จำเป็นต้องมี M Card แต่คุณสามารถสร้าง Community ของลูกค้าได้ผ่าน LINE OA หรือ Facebook Group ที่เชื่อมโยงร้านค้าในโครงการของคุณเข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เช่น ถ้าคอมมูนิตี้มอลล์ของคุณอยู่ใกล้หมู่บ้าน คุณอาจสร้าง Ecosystem สำหรับครอบครัว เชื่อมโยงร้านอาหาร โรงเรียนสอนพิเศษ และร้านขายของเล่นเข้าด้วยกัน
ประการที่สาม โอกาสสำหรับธุรกิจเช่าช่วงพื้นที่ค้าปลีก เมื่อห้างใหญ่หันมาโฟกัสที่ประสบการณ์ พวกเขาต้องการร้านค้าที่สามารถสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ ไม่ใช่แค่ร้านขายของ นี่คือโอกาสสำหรับคนที่ทำธุรกิจเช่าช่วงอสังหาที่สามารถนำเสนอคอนเซ็ปต์ที่น่าสนใจและแตกต่าง
Blueprint สำหรับผู้ประกอบการ : 5 สิ่งที่ต้องทำวันนี้
หากคุณเป็นเจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์หรือกำลังวางแผนทำธุรกิจเช่าช่วงพื้นที่ ผมมีข้อเสนอ 5 ประการที่สามารถเริ่มต้นได้ทันที
- ทำความเข้าใจ “Passion” ของลูกค้าในพื้นที่ : ก่อนที่จะคิดว่าจะเปิดร้านอะไร ให้ถามก่อนว่าคนในชุมชนสนใจอะไร ชอบทำกิจกรรมอะไร เช่น ถ้าอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย นักศึกษาอาจสนใจ Co-working Space หรือ Board Game Cafe ถ้าอยู่ใกล้หมู่บ้านคนวัยทำงาน พวกเขาอาจต้องการ Fitness หรือร้านอาหารเพื่อสุขภาพ
- สร้าง Community ไม่ใช่แค่ Traffic : หยุดวัดความสำเร็จด้วยจำนวนคนเดินผ่าน แต่เริ่มวัดด้วย “ความผูกพัน” ของลูกค้า สร้าง LINE Group สำหรับลูกค้าประจำ จัดกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำให้คนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของ Community
- เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้เป็น “Experience Zone” : แทนที่จะปล่อยพื้นที่ว่างรอผู้เช่า ลองจัดกิจกรรมชั่วคราวที่สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า เช่น ตลาดนัดสุดสัปดาห์ที่มีธีมเฉพาะ Workshop งานฝีมือ หรือ Mini Concert จากศิลปินท้องถิ่น
- หาพันธมิตรที่เติมเต็ม Ecosystem : มองหาธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ เช่น ร้านกาแฟ + ร้านหนังสือ + ร้านดอกไม้ = พื้นที่พักผ่อนแบบครบวงจร หรือ ร้านอาหารสุขภาพ + Yoga Studio + ร้านขายสินค้า Organic = Wellness Hub
- ศึกษาเรียนรู้จากคู่แข่งที่ใหญ่กว่า : ไปเดินห้างใหญ่อย่าง The Mall Lifestore หรือคอมมูนิตี้มอลล์ที่ประสบความสำเร็จอย่าง Market Place เทพรักษ์ของเซ็นทรัลพัฒนา สังเกตว่าเขาจัดพื้นที่อย่างไร สร้างบรรยากาศอย่างไร และมีกิจกรรมอะไรบ้าง แล้วนำมาประยุกต์ให้เข้ากับขนาดและงบประมาณของคุณ
ภาพใหญ่ : ทิศทางอนาคตของค้าปลีกไทย
การประกาศวิสัยทัศน์ของ The Mall Lifestore ไม่ได้เกิดขึ้นโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมค้าปลีกไทย เซ็นทรัลพัฒนา ก็กำลังทุ่มงบ 2,000 ล้านบาท พลิกโฉม Community Mall Landscape ทั่วกรุงเทพฯ ผ่านการรีแบรนด์ Market Place ในขณะที่ AWC ก็นำ Asiatique The Riverfront Destination คว้ารางวัล Mall of the Year – Thailand จาก Retail Asia Awards 2025 เช่นกัน
ทั้งหมดนี้บ่งบอกว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ที่ “ประสบการณ์” สำคัญกว่า “สินค้า” และ “Community” สำคัญกว่า “Traffic” ผู้ประกอบการที่ปรับตัวได้เร็วจะเป็นผู้ชนะ ส่วนผู้ที่ยังทำธุรกิจแบบเดิมๆ รอเก็บค่าเช่าอย่างเดียว อาจพบว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังครับ
สำหรับคนที่สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการทำธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์และการเช่าช่วงพื้นที่ค้าปลีก สามารถดูคอร์สเจาะลึกธุรกิจ Dindidi หรือเรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่กำลังจะมาถึง และอย่าลืมอ่านไอเดียธุรกิจใหม่เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเราครับ
การปฏิวัติของ The Mall Lifestore อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริง มันคือสัญญาณที่บอกว่าเกมกำลังเปลี่ยน คนที่มองเห็นและเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ จะเป็นคนที่ได้เปรียบในอนาคตครับ]]>
