ลองจินตนาการดูครับ — ร้านขายกระเบื้องและสุขภัณฑ์เก่าแก่ที่เปิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2520 บนถนนรัชดาภิเษก กลางย่านที่เคยเป็นชานเมือง วันหนึ่งกลับกลายเป็นศูนย์กลางของ "New CBD" แห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่ดินผืนเดิมที่เคยมีมูลค่าหลักล้านต้นๆ พุ่งทะยานสู่หลักพันล้าน คำถามคือ ถ้าคุณเป็นเจ้าของที่ดิน 13 ไร่ตรงนี้ คุณจะทำอย่างไร?

คำตอบของตระกูล "ทยานุวัฒน์" แห่งบุญถาวร คือการพลิกโฉมสาขาต้นกำเนิดให้กลายเป็น "Design Village รัชดา" — คอมมูนิตี้มอลล์สาขาที่ 5 ที่ลงทุนกว่า 400 ล้านบาท เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่แค่การรีโนเวทสาขาเก่าให้ดูดีขึ้น แต่เป็นการ "Transform" โมเดลธุรกิจทั้งหมด จากร้านขายวัสดุก่อสร้างล้วนๆ สู่ "Community Living Mall" ที่ผสานการใช้ชีวิต การกิน และการแต่งบ้านเข้าด้วยกันอย่างลงตัวครับ

จากร้านขายท่อน้ำประปาริมทาง สู่อาณาจักรหมื่นล้าน

ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม Design Village รัชดา ถึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทย ผมอยากพาคุณย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของบุญถาวรก่อน เพราะเรื่องราวของพวกเขา เป็นตัวอย่างคลาสสิกของธุรกิจครอบครัวไทยที่ปรับตัวข้ามยุคสมัยได้อย่างน่าทึ่ง

คุณวิวัฒน์ ทยานุวัฒน์ ผู้ก่อตั้งบุญถาวร เกิดในครอบครัวที่ทำธุรกิจขายท่อน้ำประปา แต่เขาเป็นคนชอบเรียน อยากเรียนต่อ ขณะที่พ่อต้องการให้ออกมาช่วยกิจการ ความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูกในครั้งนั้น กลายเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง เขาเลือกทางสายกลาง — เรียนไปด้วย ช่วยกิจการไปด้วย จบวิศวกรรมมา แล้วนำความรู้กลับมายกระดับร้านขายวัสดุเล็กๆ ของครอบครัว

สิ่งที่คุณวิวัฒน์ทำต่างจากร้านวัสดุก่อสร้างทั่วไปในยุคนั้น คือการเปลี่ยนจากร้านโชห่วยที่ขายสินค้าไม่กี่ชนิด มาเป็นร้านที่มีสินค้าครบวงจร ตั้งแต่ท่อน้ำ อิฐ หิน ปูน ทราย กระเบื้อง ไปจนถึงสุขภัณฑ์ ที่สำคัญคือเขาสร้างระบบการจัดการร้านที่เป็นมาตรฐาน ไม่ใช่แค่ขายของแบบวันต่อวันครับ

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในปี พ.ศ. 2526 เมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯ บ้านเรือนได้รับความเสียหายมหาศาล หลังน้ำลด ผู้คนแห่กันมาซื้อวัสดุซ่อมแซมบ้าน และบุญถาวรก็กลายเป็นหนึ่งในร้านที่คนนึกถึง ชื่อ "บุญถาวร" เริ่มติดปากผู้บริโภคนับแต่นั้น

มาถึงวันนี้ — เกือบ 50 ปีให้หลัง บุญถาวรกลายเป็นอาณาจักรที่มีรายได้ราว 13,000-14,000 ล้านบาทต่อปี มีสาขารวม 15 แห่ง กระจายทั้งในกรุงเทพฯ 8 สาขา และต่างจังหวัดอีก 7 สาขา มีพนักงานกว่า 4,000 คน และมีบริษัทในเครืออีก 16 บริษัท ครอบคลุมตั้งแต่นำเข้า-ส่งออก ผลิตเฟอร์นิเจอร์ รับเหมาก่อสร้าง ไปจนถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มครับ

ทำไมต้อง “Transform” — เมื่อลูกค้าเปลี่ยนพฤติกรรม

ถ้าธุรกิจยังไปได้ดี ทำไมต้องเปลี่ยน? นี่คือคำถามที่หลายคนอาจสงสัย แต่คุณสิทธิศักดิ์ ทยานุวัฒน์ ทายาทรุ่นสองที่กุมบังเหียนบุญถาวรในปัจจุบัน มองเห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าหลายปี

เขาเล่าว่า แต่ก่อนลูกค้าที่สร้างบ้านหลักสิบล้านบาท จะเข้ามาบุญถาวรประมาณ 10-15 ครั้ง แต่ปัจจุบันลูกค้าเข้ามาเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้น ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปแล้ว พวกเขาค้นหาข้อมูลออนไลน์ เปรียบเทียบราคา ดูรีวิว แล้วค่อยมาหน้าร้านเพื่อดูของจริงและสั่งซื้อ ไม่ได้เดินเลือกหลายๆ รอบเหมือนเมื่อก่อน

แต่ที่น่าสนใจคือ ยอดขายไม่ได้ตกลง เพราะบุญถาวรปรับตัวเป็น Omni Channel ที่ผสานออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ลูกค้ามาดูของที่หน้าร้าน แล้วกลับไปสั่งซื้อผ่านออนไลน์ได้ ยอดขายผ่านเว็บไซต์และมาร์เก็ตเพลสคิดเป็นราว 3-4% ของรายได้หลัก

แต่สิ่งที่คุณสิทธิศักดิ์สังเกตเห็นอีกอย่าง คือพฤติกรรมของลูกค้าที่เข้ามาใช้เวลาที่บุญถาวรนานขึ้น และส่วนใหญ่ไม่ได้มาคนเดียว บางคนนัดมาเจอสถาปนิกหรือผู้รับเหมา บางคนพาแฟนหรือครอบครัวมาด้วย ระหว่างเลือกซื้อสินค้า คนที่มาด้วยก็นั่งรอ

นี่แหละครับ คือโอกาสที่ซ่อนอยู่ — ถ้าสามารถสร้างพื้นที่ให้คนเหล่านั้นมีอะไรทำระหว่างรอ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟ ร้านอาหาร หรือร้านค้าปลีกอื่นๆ ก็จะสร้างรายได้เพิ่มจากพื้นที่เดิมที่มีอยู่ นี่คือจุดกำเนิดของแนวคิด "Design Village"

Design Village — โมเดล “Community Living Mall” ที่ไม่เหมือนใคร

Design Village ไม่ใช่คอมมูนิตี้มอลล์ธรรมดา และไม่ใช่แค่การเพิ่มร้านค้าเข้าไปในพื้นที่ว่างของบุญถาวร แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด "Community Living Mall" ที่ผสานสามองค์ประกอบเข้าด้วยกัน:

  • Good Living — ร้านบุญถาวรที่ขายวัสดุตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ครบวงจร ยังคงเป็น Anchor หลัก แต่ถูกยกระดับให้เป็นมากกว่าร้านขายของ กลายเป็น “โชว์รูมไอเดีย” ที่ลูกค้าสามารถมาหาแรงบันดาลใจ ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และรับบริการออกแบบ ติดตั้ง รีโนเวท แบบครบวงจร
  • Good Eats — โซนร้านอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ทั้งคนทำงานในย่าน ครอบครัวที่มาเลือกซื้อของแต่งบ้าน และสถาปนิก-ผู้รับเหมาที่ต้องการพื้นที่นั่งทำงานหรือประชุมกับลูกค้า
  • Good Health — โซน Wellness ที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพของคนยุคใหม่ ตั้งแต่คลินิก ฟิตเนส ไปจนถึงร้านค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

Design Village รัชดา เปิดตัวเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 บนพื้นที่ 13 ไร่ ด้วยเงินลงทุน 400 ล้านบาท ภายใต้คอนเซ็ปต์ "The Seamless Aspiring Destination on Ratchada" ประกอบด้วยอาคาร 3 หลัง (A, B, C) โดยอาคาร A เป็นโซน F&B และ Wellness ส่วนร้านบุญถาวรที่เป็น Anchor Tenant ยังคงดำเนินการอยู่

ที่น่าสนใจคือ ก่อนเปิดตัว อัตราการปล่อยเช่าพื้นที่ทะลุ 85% แล้ว ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับโครงการใหม่ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน สิ่งนี้สะท้อนว่าผู้ประกอบการรายย่อยมองเห็นศักยภาพของทำเลนี้ และเชื่อมั่นในโมเดลธุรกิจของ Design Village ครับ

ทำเลทอง “New CBD รัชดา” — ทำไมจังหวะนี้ถึงใช่

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมบุญถาวรถึงเลือกพลิกโฉมสาขารัชดาในตอนนี้? คำตอบอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของทำเลครับ

ย้อนกลับไป 40 กว่าปีก่อน ถนนรัชดาภิเษกยังเป็นเขตชานเมือง ร้านขายวัสดุก่อสร้างตั้งอยู่ตรงนี้เพราะที่ดินราคาไม่แพง และสะดวกต่อการขนส่งสินค้า แต่วันนี้ ย่านพระราม 9-รัชดาภิเษก ถูกยกให้เป็น "New CBD" หรือศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ เทียบเคียงกับสีลม-สาทรในอดีต

ปัจจัยที่ทำให้ย่านนี้กลายเป็น New CBD มีหลายประการ:

  • รถไฟฟ้า MRT สายสีน้ำเงิน — ผ่านสถานีสุทธิสาร, รัชดาภิเษก, พระราม 9 และศูนย์วัฒนธรรม ทำให้การเดินทางสะดวกมาก
  • รถไฟฟ้าสายสีส้ม — กำลังก่อสร้าง คาดว่าจะเปิดให้บริการเต็มสายราวปี 2570 ซึ่งจะเชื่อมต่อตะวันออก-ตะวันตกของกรุงเทพฯ ผ่านจุดตัดที่ศูนย์วัฒนธรรม ทำให้ศักยภาพทำเลพุ่งสูงขึ้นไปอีก
  • การพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ — ย่านนี้เต็มไปด้วยอาคารสำนักงานเกรด A อย่าง G Tower, The 9th Towers และยังเป็นที่ตั้งของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงสถานทูตจีนที่ดึงดูดชุมชนชาวจีนเข้ามาทำงานและอาศัยในย่านนี้
  • การเปลี่ยนสีผังเมือง — ร่างผังเมืองใหม่กำหนดให้พื้นที่รอบถนนรัชดาภิเษกเป็นสีน้ำตาล ย.9 (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) ซึ่งรองรับการพัฒนาอาคารสูงและโครงการมิกซ์ยูส

Design Village รัชดา ตั้งอยู่บนถนนรัชดาภิเษก ใกล้สถานี MRT สุทธิสารและรัชดาภิเษก มี Catchment Area ครอบคลุมประชากรกว่า 600,000 คนในรัศมี 3 กิโลเมตร ประกอบด้วยที่อยู่อาศัยกว่า 25,000 ยูนิต และอาคารสำนักงานกว่า 30 แห่ง นี่คือฐานลูกค้ามหาศาลที่พร้อมรองรับทั้งร้านบุญถาวรและร้านค้าผู้เช่าในโครงการครับ

มุมมองนักพัฒนา: กลยุทธ์ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง Design Village

ในฐานะคนที่คลุกคลีกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และคอมมูนิตี้มอลล์มากว่า 20 ปี ผมเห็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจหลายประการในโมเดล Design Village ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้:

1. Asset-Light Expansion บนที่ดินตัวเอง

บุญถาวรไม่ได้ไปซื้อที่ดินใหม่เพื่อทำคอมมูนิตี้มอลล์ แต่ใช้ที่ดินที่มีอยู่แล้วมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ที่ดิน 13 ไร่บนถนนรัชดาภิเษกที่ซื้อมาเมื่อหลายสิบปีก่อนในราคาไม่กี่ล้านบาท วันนี้มีมูลค่าตลาดอาจสูงถึงหลายพันล้าน แทนที่จะขายทิ้งเอากำไร พวกเขาเลือกพัฒนาต่อเพื่อสร้างกระแสรายได้ระยะยาวจากค่าเช่าพื้นที่

นี่คือโมเดลคลาสสิกของธุรกิจเช่าช่วงอสังหา — เปลี่ยนสินทรัพย์ที่ "นิ่ง" ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ "สร้างรายได้" โดยไม่ต้องขายทิ้ง

2. Anchor Tenant คือตัวเอง

ความแตกต่างของ Design Village กับคอมมูนิตี้มอลล์ทั่วไป คือร้านบุญถาวรเองทำหน้าที่เป็น Anchor Tenant หลักที่ดึงดูดลูกค้าเข้ามา ไม่ต้องพึ่งพาแบรนด์ใหญ่ข้างนอก ไม่ต้องเจรจาเงื่อนไขพิเศษกับ Key Tenant ที่มักเรียกร้องค่าเช่าต่ำและเงื่อนไขพิเศษมากมาย

ลูกค้าบุญถาวรมาอยู่แล้ว คนที่มาด้วยก็เดินเข้าร้านอื่นๆ ใน Design Village ร้านค้าผู้เช่าได้รับ Traffic โดยไม่ต้องทำการตลาดมาก ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

3. Ecosystem Synergy

บุญถาวรไม่ได้แค่ขายของ แต่สร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่ให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง รีโนเวท พอลูกค้าต้องการบริการเหล่านี้ ก็ต้องกลับมาที่บุญถาวรเรื่อยๆ และในระหว่างนั้น ก็มีโอกาสใช้จ่ายกับร้านค้าอื่นๆ ใน Design Village ด้วย

สถาปนิกและผู้รับเหมาก็ได้ประโยชน์ พวกเขาสามารถนัดพบลูกค้าที่ Design Village นั่งทำงาน ดื่มกาแฟ แล้วพาลูกค้าไปดูตัวอย่างสินค้าในร้านบุญถาวรได้เลย ไม่ต้องขับรถไปหลายที่

4. Prompt Access Design — ลงทุนกับสิ่งที่ลูกค้าให้คุณค่า

หนึ่งในจุดขายที่น่าสนใจของ Design Village รัชดา คือที่จอดรถระดับพื้นกว่า 350 คัน ซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับลูกค้าที่มาซื้อวัสดุก่อสร้างหรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ การจอดรถใกล้ร้านและขนของสะดวก มีความสำคัญมาก

คอมมูนิตี้มอลล์หลายแห่งพลาดตรงจุดนี้ — สร้างที่จอดรถหลายชั้น บีบให้คนขับรถวนขึ้นไปจอดชั้น 3-4 แล้วเดินลงมาช้อปปิ้ง พอซื้อของเสร็จต้องแบกขึ้นไป นี่คือ Friction ที่ทำให้ลูกค้าเลือกไปที่อื่น

5. รายได้หลายกระแส

จากข้อมูลที่เปิดเผย บุญถาวรมีรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ราว 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งยังเป็นสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับรายได้รวมกว่า 13,000 ล้านบาท แต่นี่คือรายได้ที่มีความแน่นอนสูงกว่าการขายสินค้า เป็น Passive Income ที่ไหลเข้ามาทุกเดือน ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดี (ตราบที่ผู้เช่ายังอยู่) และที่สำคัญ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทในระยะยาวครับ

Blueprint: 5 บทเรียนที่ผู้ประกอบการไทยนำไปใช้ได้ทันที

จากกรณีศึกษา Design Village รัชดา ผมสรุปบทเรียนที่ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปปรับใช้ได้ ไม่ว่าจะมีทุนมากหรือน้อย:

1. มองหา "Underutilized Asset" ในมือคุณ

คุณอาจมีที่ดินว่าง อาคารที่ใช้ไม่เต็มที่ หรือแม้แต่พื้นที่จอดรถที่มีคนใช้แค่บางเวลา ลองคิดดูว่าสินทรัพย์เหล่านั้นสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้อย่างไร ธุรกิจเช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากศูนย์ บางทีแค่จัดสรรพื้นที่ที่มีอยู่ใหม่ก็พอ ลองเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ ดูคอร์สเจาะลึกธุรกิจ Dindidi

2. รู้จักลูกค้าของคุณให้ลึกกว่าแค่ "ซื้ออะไร"

บุญถาวรสังเกตเห็นว่าลูกค้าไม่ได้มาคนเดียว และใช้เวลาอยู่นานขึ้น นี่คือ Insight ที่ทรงพลัง ลองสังเกตลูกค้าของคุณ — พวกเขามาตอนไหน มากับใคร ทำอะไรระหว่างรอ ต้องการอะไรที่คุณยังไม่ได้ให้ คำตอบเหล่านี้คือโอกาสทางธุรกิจที่รออยู่

3. สร้าง Ecosystem ไม่ใช่แค่ขายของ

ถ้าคุณขายอาหารสัตว์ ลองเพิ่มบริการรับฝากเลี้ยง ตัดขน หรือคลินิกสัตว์ ถ้าคุณขายเสื้อผ้า ลองเพิ่มบริการซักรีด ซ่อมแซม หรือให้เช่าเครื่องประดับ หาธุรกิจที่เสริมกันแล้วสร้างเป็น Ecosystem ที่ลูกค้าต้องกลับมาหาคุณเรื่อยๆ

4. เลือกทำเลที่ "กำลังจะดี" ไม่ใช่ "ดีอยู่แล้ว"

บุญถาวรตั้งรกรากที่รัชดาตั้งแต่ยังเป็นชานเมือง รอจนทำเลกลายเป็น New CBD ถ้าคุณกำลังมองหาทำเลสำหรับคอมมูนิตี้มอลล์หรือธุรกิจค้าปลีก ลองศึกษาเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง แผนพัฒนาเมืองในต่างจังหวัด หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ที่ดินที่วันนี้ยังไม่ดึงดูด อาจกลายเป็นทำเลทองในอีก 5-10 ปี อ่านไอเดียเพิ่มเติมได้ที่ อ่านไอเดียธุรกิจใหม่เพิ่มเติม

5. อย่ากลัวที่จะ Transform ธุรกิจหลัก

บุญถาวรเป็นร้านขายวัสดุก่อสร้างมาเกือบ 50 ปี แต่พวกเขาไม่ได้ยึดติดกับโมเดลเดิม พอเห็นโอกาส ก็กล้าลงทุน 400 ล้านบาทเพื่อ Transform สาขาต้นกำเนิดให้กลายเป็นสิ่งใหม่ ถ้าพวกเขากลัวเปลี่ยน ยึดติดว่า "เราเป็นร้านขายกระเบื้อง ไม่ใช่เจ้าของคอมมูนิตี้มอลล์" โอกาสมหาศาลก็หลุดมือไป สำหรับใครที่สนใจเรื่องคอมมูนิตี้มอลล์และการเช่าช่วงพื้นที่ค้าปลีก เรียนรู้เพิ่มเติมเรื่องคอมมูนิตี้มอลล์ ได้เลยครับ

สิ่งที่ต้องจับตามอง: ความท้าทายของ Design Village

แม้ว่า Design Village รัชดา จะมีจุดแข็งหลายประการ แต่ก็มีความท้าทายที่ต้องจับตามองเช่นกัน:

ภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน — คุณสิทธิศักดิ์เองยอมรับว่าปีนี้บุญถาวรชะลอการลงทุนขยายสาขาใหม่ เพราะต้องรอดูนโยบายรัฐบาล อัตราดอกเบี้ย ยอดขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งล้วนส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคในการซื้อของตกแต่งบ้าน

การแข่งขันในตลาดคอมมูนิตี้มอลล์ — กรุงเทพฯ และปริมณฑลเต็มไปด้วยคอมมูนิตี้มอลล์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นทุกปี Design Village ต้องพิสูจน์ว่าโมเดล "Community Living Mall" สามารถสร้างความแตกต่างได้จริง

ความยั่งยืนของผู้เช่า — อัตราการปล่อยเช่า 85% ในช่วงเปิดตัวถือว่าดี แต่สิ่งสำคัญคือผู้เช่าเหล่านั้นสามารถทำกำไรและอยู่รอดได้ในระยะยาวหรือไม่ คอมมูนิตี้มอลล์หลายแห่งมีปัญหาร้านค้าเปิดแล้วปิดภายในปีแรก

บทส่งท้าย: เมื่อ “ฝัน” กลายเป็นความจริง

ผมขอจบบทความนี้ด้วยเรื่องราวหนึ่งที่คุณวิวัฒน์ ทยานุวัฒน์ ผู้ก่อตั้งบุญถาวร เคยเล่าไว้

วันหนึ่ง ลูกน้องของเขาถามว่า "เฮียครับ ทุกวันนี้ฝันของเฮียเป็นจริงหรือยังครับ?"

คุณวิวัฒน์ตอบว่า "ฝันของผมยังไม่เป็นจริง มันจะเป็นจริงเมื่อพวกเราที่บุญถาวรมีกินมีใช้ มีความสุข ไม่เดือดร้อนกัน ซึ่งไม่รวมแค่พนักงานของเรา แต่ควรรวมไปถึงลูกหลานของพนักงานทุกคนด้วย"

นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้ประกอบการที่มองไกลกว่าแค่ตัวเลขรายได้หรือกำไร เขามองถึงผลกระทบที่ธุรกิจของเขาสร้างให้กับคนรอบข้าง และนี่อาจเป็นเหตุผลที่บุญถาวรยังคงเติบโตอย่างยั่งยืนมาเกือบ 50 ปี แม้ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง

Design Village รัชดา ไม่ใช่แค่โครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นตัวอย่างของการ "Transform" ธุรกิจดั้งเดิมให้ทันสมัย โดยไม่ทิ้งรากเหง้า เป็นบทเรียนว่าธุรกิจที่มีประวัติยาวนาน ไม่จำเป็นต้อง "เก่า" หรือ "ตกยุค" ถ้ามีผู้นำที่กล้าคิด กล้าเปลี่ยน และกล้าลงทุนในสิ่งใหม่ครับ